รายงานพิเศษ-แทบไม่มีทางเป็นไปได้ที่จ.กรุงเทพฯ จะไม่มีสุนัขจรจัด เพียงแค่คู่ครองเลิกสุนัขจรจัดอาจเพิ่มขึ้น

สุนัขจรจัด คือปัญหาที่มีผลเสียต่อประชากร อีกทั้งเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า การตกระกำลำบากอารมณ์เสียจากเสียงเห่า การขับถ่ายไม่เป็นที่ ส่งกลิ่นเหม็น โดยสถิติเหตุร้องทุกข์ กรุงเทพมหานคร พบว่ามีพสกนิกรร้องทุกข์ กรุงเทพมหานครเกี่ยวกับสุนัขข้างถนนเฉลี่ยแล้วปีละ 4,500 ครั้ง

รายงานวันจันทร์ วันนี้มีข้อมูลเหตุการณ์ปัจจุบันสุนัขข้างถนนในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพ และก็มาตรการแก้ปัญหาหมาข้างถนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จาก นายสัตวแพทย์ศิวะ ไม้สนธิ์ ผู้อำนวยการที่ทำการ สัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร

ถาม-เหตุการณ์สุนัขข้างถนนรวมทั้งแมวจรจัดในจ.กรุงเทพฯ ตอนนี้เป็นเยี่ยงไรบ้าง

นายสัตวแพทย์ศิวะ–จากข้อมูลกรมปศุสัตว์ ปี พุทธศักราช2560 พื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร มีหมาที่มีเจ้าของ 680,000 ตัว รวมทั้งมีหมาข้างถนน 140,000 ตัว ในช่วงเวลาที่ข้อมูลที่ กรุงเทพมหานครเคยตรวจสอบเองเมื่อปี พุทธศักราช2553 พบว่ามีหมาที่มีเจ้าของราวๆ 600,000 ตัว สุนัขข้างถนน 100,000 ตัว ปริมาณที่มากขึ้นโดยประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนัยความเป็นหมานับว่าหมาข้างถนนไม่เพิ่ม เพราะว่าวงรอบของชีวิตหมาจะเร็วกว่าคน 6 เท่า หมา 1 ตัว มีลูกได้ 2-10 ตัว 1 ปีสามารถมีท้องได้ 2 ท้อง รวมทั้งท้องเพียงแค่ 2 เดือน

ในฐานะ ที่ กรุงเทพมหานครมีบทบาทดูแลความสงบสุขของราษฎร บริหารจัดแจงเมือง ดูแลความมีระเบียบเรียบร้อยของประเทศชาติ ปัญหาหมามากมายระทบกับงานประจำ กรุงเทพมหานคร ในด้านสาธารณสุข 3 เรื่อง เป็น 1.โรคพิษสุนัขบ้า 2.ความโหดร้ายของหมามีอันตรายต่อผู้ที่เดินผ่านไปๆมาๆ

3.สร้างความลำบากเบื่อหน่าย เป็นต้นว่า เลอะเทอะ แผดเสียงดัง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ตัวเห็บ หมัด กีดกั้นการจราจร ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งยังหมาข้างถนนรวมทั้งหมาที่มีเจ้าของ

ถาม-มาตรการแก้ไขสุนัขข้างถนนของ กรุงเทพมหานคร

นายสัตวแพทย์ศิวะ–สำคัญๆที่ทำ รวมทั้งสำคัญมาก เป็น การฉีดยาคุ้มครองป้องกันโรคพิษ หมาบ้า โดย กรุงเทพมหานครฉีดยาคุ้มครองปกป้องโรคพิษสุนัขบ้าให้ฟรี ปีนี้ กรุงเทพมหานครวางเป้าไม่น้อยกว่า 170,000 ตัว เวลานี้ฉีดไปแล้วกว่า 200,000 ตัว นอกจากนั้น กรุงเทพมหานครคุมกำเนิดหมา แมวให้ฟรี เพื่อควบคุมการเพิ่มปริมาณ โดยปี 2562 กรุงเทพมหานครได้คุมกำเนิดหมา แมวไปแล้วกว่า 17,000 ตัว จากที่วางเป้าไว้ 15,000 ตัว ซึ่ง กรุงเทพมหานครเพียรพยายามกระจัดกระจายการฉีดยาให้ทั่วถึง

ดังนี้ เว้นเสียแต่สถานพยาบาลสัตวแพทย์ กรุงเทพมหานครอีกทั้ง 8 ที่ และก็ศูนย์บริการสาธารณสุข กรุงเทพมหานครปริมาณ 68 ที่จะให้บริการแล้ว กรุงเทพมหานครได้จัดหน่วยสัตวแพทย์เขยื้อนให้บริการฉีดยา คุมกำเนิดสุนัข แมว ตามชุมชนต่างๆโดยตลอดอีกด้วย

ถาม- สถิติผู้ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในจังหวัดกรุงเทพ

นายสัตวแพทย์ศิวะ–ในปี 2562 (ข้อมูล ณ ตุลาคม) ไม่เจอคนตาย ซึ่งใน กรุงเทพมหานครไม่มีผู้ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว เวลาที่โรคพิษสุนัขบ้าที่ตรวจเจอในสัตว์ยังพบอยู่ ทำให้เห็นว่าคนยังไม่ปลอดภัยจากโรคนี้ โดยปีนี้ กรุงเทพมหานครตรวจเจอหมาที่เป็นโรคกลัวน้ำ 6 ตัว เมื่อปี พุทธศักราช2561 เจอ 18 ตัว ส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยเหตุว่า กรุงเทพมหานครมีมาตรการฉีดยาคุ้มครองปกป้องโรคพิษ หมาบ้าอย่างเข้มข้น

ถาม-เป็นได้หรือเปล่าที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร จะไม่มีหมาข้างถนนเลย

นายสัตวแพทย์ศิวะ–บางครั้งก็อาจจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะ หมาโตเร็ว มีลูกมาก จังหวะที่คนเลี้ยงจะปล่อยทิ้งจนตราบเท่าหมามีท้องแล้วไม่สามารถที่จะเลี้ยงได้อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอยู่ บางครั้งที่เป็นแฟน ซื้อสุนัข รับสุนัขมาเลี้ยง พอเพียงทะเลาะกันหรือเลิกก็ไม่มีความเอาใจใส่ แต่ การจัดการกับปัญหาสุนัขข้างถนนสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ แม้กระนั้นจะต้องใช้เวลา.…

รวบแล้ว นัน กิ่งเพชร ข่มขู่สมบัติพัสถาน ล่อจับลิขสิทธิ์ ยังอ้างไม่ผิด

นัน กิ่งเพชร ผู้ต้องหาด้วยกันข่มขู่ทรัพย์สิน ตามหมายจับศาลจังหวัดมหาสารคาม

ข้างหลังล่อซื้อ จับลิขสิทธิ์ รูปตัวการ์ตูน เรียกเอาเงินผู้เสียหาย ชุดสืบภาค 3 จับได้ที่จังหวัดระยอง ยังอ้าง “ความประพฤติปฏิบัติของตัวเองไม่เป็นความไม่ถูก”

ช่วงวันที่ 24 พฤศจิกายน นักข่าวแถลงการณ์ว่า ข้าราชการชุดสอบปากคำตำรวจภูธรภาค 3 สามารถจับตัว นายภูเขาไม่พระอาทิตย์ ถินสุวรรณ์ หรือ นัน กิ่งเพชร ผู้ต้องหา ข้อกล่าวหาด้วยกันกันโชกสมบัติพัสถาน ของศาลจังหวัดมหาสารคาม ข้างหลังผู้เสียหายถูกล่อให้ผลิตกล่องไม้ติดรูปการ์ตูนฯ โดยที่ไม่เคยผลิตมาก่อน จนกระทั่งโดนจับจับตัว และก็นำตัวมาที่ สภ.เมืองมหาสารคาม เรียกเงิน 200,000 บาท ตกลงชำระเงินกันที่ 50,000 บาท

ปัจจุบัน นายภูเขาไม่พระอาทิตย์ ถินสุวรรณ์ หรือ นัน กิ่งเพชร โดนจับจับได้ในรีสอร์ตแห่งหนึ่ง พื้นที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดจังหวัดระยอง ถูกนำตัวมากมายองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 จังหวัดจังหวัดนครราชสีมา ที่พื้นฐานผู้ต้องหาให้การภาคเสธว่า “ความประพฤติปฏิบัติของตัวเองไม่เป็นความไม่ถูก

 

ขอบคุณแหล่งที่มา.. https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1711046

ตำรวจเชียงใหม่ ควบคุมตัวพ่อตาลูกเขย ฝากขังคดีร่วมฆ่าอดีตกาลภรรยา พร้อมท้วงรับรอง

พ่อตาลูกเขย 2 ผู้ต้องหาด้วยกันฆ่าสมัยก่อนเมียตัวเอง พร้อมโต้เถียงการประกันตัว ด้านพ่อตาหอบสังขารขึ้นสถานีตำรวจเลิศลูกเขย หลานเขย ไม่เชื่อจะลงมือฆ่าบุตรสาวตนเองได้

จากกรณีตำรวจโรงพักภูธรหนองโคนง อำเภอหางป่าดง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตำรวจกองกำกับการสอบปากคำตำรวจภูธรภาค 5 นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่เข้าจับตัวนายอุดม อินต้อ อายุ 65 ปี ในตอนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ต้มไก่จะไปชนที่บ่อนไก่ และก็จับนางสาวพัชรินทร์ อินต้อ อายุ 39 ปี (ลูกหญิง) รวมทั้งนายกัณฑ์ทศพร แก้วน้อย อายุ 41 ปี (ลูกเขย) โดยจับตามหมายจับของศาลจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายอุดมโดนข้อกล่าวหาฆ่าคนอื่นโดยตรึกตรองไว้ก่อน ส่วนลูกหญิงรวมทั้งลูกเขย ถูกฟ้องร้องคดีในฐานความผิดพลาดแจ้งเหตุอันเป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งคนอื่นๆหรือประชากรเสียหายแล้วก็แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทำการจากที่เขียนเนื้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสาร ส่วนนายกัณฑ์ทศพร โดนข้อกล่าวหา ช่วยเหลือคนอื่นให้กระทำผิดเพื่อพ้นการเข้าจับกุมของข้าราชการ

ช่วงเวลาเช้าของวันนี้ (23 พฤศจิกายน) ทางพนักงานที่มีหน้าที่สอบสวนโรงพักภูธรหนองโคนงจังหวัดเชียงใหม่ ได้ควบคุมตัวนายอุดม อินต้อ อายุ 65 ปี (พ่อตา) แล้วก็นายกัณฑ์ทศพรแก้วน้อย อายุ 41 ปี (ลูกเขย) ออกมาจากห้องควบคุม เพื่อนำตัวไปขอฝากขังต่อศาลจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่

ในขณะที่ตำรวจกำลังจะนำเพศผู้ต้องหาทั้งคู่ไปขอฝากขังต่อศาลจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่นั้น ได้มี นายคำ อินสรรค์ อายุ 84 ปี ซึ่งเป็นพ่อตาของนายอุดม ผู้ต้องหา แล้วก็เป็นบิดาของ นางสมบุญ อินสรรค์ อายุ 62 ปี คนตาย เดินทางมายอดเยี่ยมลูกเขยและก็หลานเขยที่โรงพักภูธรหนองโคนง ซึ่งเป็นตอนๆที่ดินตำรวจกำลังจับตัวผู้ต้องหาทั้งคู่ไปขอฝากขังต่อศาลจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่ โดยทางนายอุดมรวมทั้งนายกัณฑ์ทศพร ซึ่งเป็นลูกเขยแล้วก็หลานเขยต่างเข้ามาประสานมือพ่อตาแล้วก็รับรองในความจริงใจว่ามิได้เป็นผู้ก่อเหตุลงมือฆ่าสมัยก่อนเมียตนเองในคราวนี้

นายกัณฑ์ทศพร ลูกเขย กล่าวกับนักข่าวสั้นๆในระหว่างกักคุมขึ้นรถว่าตนเชื่อมั่นในความจริงใจ ว่ามิได้มีส่วน
ทราบเหตุการณ์ในคดีนี้แล้วก็ข้อเท็จจริงในสำนวนที่เคยให้การไปนั้นผิดเพี้ยนไปหมด

ช่วงเวลาที่ นายอุดม ผู้ต้องหาอีกคน ก็กล่าวกับนักข่าวว่าตนบริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์ รับรองว่ามิได้เป็นคนลงมือฆ่าอดีตกาลเมียอย่างแน่แท้ คนไหนกันทำบาปทำกรรมอะไรไว้คนนั้นก็จำเป็นต้องรับบาปนั้นไป ตนมั่นใจว่าบาปมีจริง สำหรับผู้ที่ทำกับตัวเอง

ต่อไปทางพนักงานที่มีหน้าที่สอบสวนได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งคู่คนขึ้นรถ เพื่อนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดจังหวัดเชียงใหม่โดยทักท้วงการยื่นประกันตัว โดยมีคำขอแนบ เนื่องด้วยเกรงว่าผู้ต้องหาทั้งคู่จะเข้ามายุ่งเหยิง หรือข่มขวัญผู้เห็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวโยงในคดีนี้

ส่วน นายคำ อินสสรค์ พ่อตาของนายอุดม พูดว่า มาจนกระทั่งตอนนี้ตนยังเชื่อถือความจริงใจว่าลูกเขยและก็หลานเขยไม่ใช่เป็นผู้ร้ายที่ลงมือฆ่า บุตรสาวของตนเอง เนื่องมาจากตนกับลูกเขย ได้อยู่ร่วมกันมานานจนถึงทราบนิสัยใจคอว่าลูกเขยไม่น่าจะร้ายที่มาฆ่าอดีตกาลเมียของตัวเอง ซึ่งนางสาวพัชรินทร์ ซึ่งเป็นบุตรสาวของนายอุดม 1 ใน 3 ที่โดนจับก็มายืนกระทั่งถึงกับตนตลอดว่าบิดาของตนเองนั้นบริสุทธิ์ 100% ไม่ใช่ฆาตกรในคดีนี้ ตนก็เลยมั่นใจว่า บุคคลอีกทั้ง 3 ที่ถูก ตำรวจจับตัวมาดำเนินคดีนั้นไม่น่าจะเป็นคนที่ก่อเหตุฆ่าบุตรสาวตน.…

รักสามเส้า ชายหนุ่มวัย 46 แทงสาวต่อหน้าต่อตาลูกชาย ข้างหลังทราบดีว่าเป็นกิ๊กกับคู่หู

รักสามเส้า พวกเราสามคน ชายหนุ่มวัย 46 อุปถัมภ์ชายหนุ่มคู่ซี้วัย 23 ตั้งแต่เป็นเณร แม้กระนั้นจู่ๆกำเนิดมีความรักกับหญิงวัย 29 ปี ก็เลยบุกบ้านสาว แทงสาวต่อหน้าต่อตาลูกชายกระทั่งเสียชีวิต

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 เดือนพฤศจิกายน 62 ก่อนหน้านี้ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ สภ.เชียงของ จังหวัดจังหวัดเชียงราย เดินทางไปตรวจตราบ้านเลขที่แห่งหนึ่ง เจอศพนางจารุณี (ขอรักษาชื่อสกุล) อายุ 29 ปี ถูกแทงด้วยมีดปลายแหลม 12 แผล

โดยภาวะจุดเกิดเหตุมีร่องรอยการต่อสู้ข้าวของเครื่องใช้กระจัดกระจาย กีตาร์โปร่งถูกตีแตกเสียหาย 1 ตัว แม้กระนั้นไม่เจออาวุธมีดหลักฐาน คาดว่าผู้ร้ายถือไปด้วยขณะหลบซ่อน โดยเด็กผู้ชายเอ (นามสมมุติ) อายุ 11 ปี ลูกชาย นางจารุณี ถูกฟาดศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บ พี่น้องได้นำส่งโรงหมอเชียงของไปก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา

จากการสอบปากคำทราบดีว่า ก่อนเกิดเหตุ ในขณะที่นางจารุณี กำลังนอนเล่นอยู่กับลูกชาย อยู่ข้างในห้องนอน โดยมิได้ปิดประตูรั้วเหล็กภายนอก และไม่ได้ปิดประตูห้องนอน ได้มีนายเชาวัฒน์ (ขอรักษาสกุล) อายุ 46 ปี ซึ่งเป็นอาจารย์สถานที่เรียนแห่งหนึ่ง บุกเข้ามาในบ้านแล้วก็ปิดไฟทั้งหมดทั้งปวง

แล้วต่อจากนั้นได้ใช้มีดปลายแหลมฟันแทงนางจารุณี เข้าที่เข้าทางรอบๆคอ ก็เลยมีการต่อสู้ นางจารุณี ใช้กีตาร์โปร่งต่อสู้ และก็สามารถแย่งมีดมาแทงนายเชาวัฒน์ เข้าที่เข้าทางลำตัว 2-3 แผล แต่ว่าถูกนายเชาวัฒน์แย่งมีดคืนกลับมาได้แทงนางจารุณีอีกอย่างไม่ยั้ง จนตายติดอยู่ห้อง และก็ในขณะเกิดเหตุ ลูกชายนางจารุณี อายุ 11 ปี ได้เข้าไปช่วยแม่ ก็ถูกนายเชาวัฒน์ ตีหัวหัวแตกเลือดอาบด้วย

พันตำรวจเอกถนัด พลพานิช ผู้กำกับการสภ.เชียงของ เผยออกมาว่า ข้าราชการได้เรียกนายกฤษะ (ขอรักษาชื่อสกุล) อายุ 23 ปี แฟนของผู้ตายมาสืบสวน รู้ดีว่า ก่อนเกิดเหตุนายเชาวัฒน์ ซึ่งเป็นคู่หูอุปถัมภ์ค้ำชูนายกฤษณะตั้งแต่เป็นสามเณรอยู่วัดแห่งหนึ่งนั้น เมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา นายกฤษณะได้ทะเลาะกับคนตายด้วยความหึงหวง ข้างหลังตนเองมาติดพันนางจารุณี รวมทั้งมีการด่าว่าไปทางไลน์ในโทรศัพท์ของนางจารุณี

แม้กระนั้น ตำรวจได้ออกติดตามตัวนายเชาวัฒน์ พบว่าตอนหลังเกิดเหตุได้แอบหนีไปรักษาตัวอยู่โรงหมอจังหวัดเชียงรายประชานุเคราะห์ จากการเช็ดกนางจารุณีแทงเข้าที่เข้าทางรอบๆลำตัวได้รับบาดเจ็บ

พื้นฐานนายเชาวัฒน์ให้การไม่ยอมรับ กล่าวถึงว่าถูกผู้ร้ายชิงทรัพย์ รวมทั้งประทุษร้าย ที่ อำเภอขุนตาล ซึ่งข้าราชการกำลังสะสมผู้เห็นเหตุการณ์รีบออกหมายจับด้านในวันนี้…

ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ ปัดเกี่ยวข้องมอมยา นศ.สาว แต่ว่าอยู่ในร้านค้าตอนเกิดเหตุด้วยจริง

ฟรอยด์

ฟรอยด์ ณัฏฐพงษ์ โต้ไม่เกี่ยวข้องไม่ใช่ผู้ครอบครองเยลลี่ จ่อฟ้อง คนทำเสียหาย

ด้านตำรวจส่งผู้เสียหายไปตรวจสุขภาพแล้ว

ความก้าวหน้าเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ สถานีตำรวจลาดกระบัง พันตำรวจเอกคำแหง กัณฑวงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจลาดกระบัง เอ๋ยถึงคดีดังที่กล่าวมาข้างต้นว่า หลังผู้เสียหายแจ้งเหตุไว้ เจ้าหน้าที่สอบสวนได้ส่งตัวสาวรายนี้ให้ไปตรวจสุขภาพที่ โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสารเคมีที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการเมาดังที่แจ้งไว้ เพราะว่าปัจจุบันนี้ยังไม่รู้ว่าเยลลี่ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นที่กินเข้าไปเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องหมายเรียกตัวผู้แสดงฝ่ายชายกับรุ่นพี่ที่ฝึกฝนการทำงานในตอนนี้ ยังมิได้สืบสวนทั้งสองฝ่าย ก็เลยไม่รับรองว่ามีคนไหนกันเป็นข้างไม่ถูกแล้วไหมยังไง ดังนี้ ถ้าสามารถติดต่อผู้แสดงฝ่ายชายรวมทั้งเจ้าตัวยินยอมให้ความร่วมแรงร่วมมือกับตำรวจ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องออกหมายเรียกก็ได้ นอกจากว่าเจ้าตัวต่อสู้ไหมให้ความยินยอมพร้อมใจ

ผู้รายงานข่าวกล่าวว่า สำหรับของหวานเยลลี่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วพบว่ามีส่วนผสมของกัญชาอยู่ด้วย เหตุเพราะมีรูปภาพกำหนดอยู่หน้าซองฉลากของของหวาน

ถัดมา ผู้รายงานข่าวได้ลงพื้นทึ่ตรวจดูรอบๆห้องอาหารจุดเกิดเหตุดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ตั้งอยู่ห่างจาก สถานีตำรวจลาดกระบัง เพียงแค่ 800 เมตร ถนนหนทางลาดกระบัง ตำบลแล้วก็เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานครพบว่าร้านค้าได้ปิดทำวันจันทร์ รวมทั้งมีเพียงแต่คนทำงานก่อสร้าง กำลังปฏิบัติงานรอบๆหน้าปากทางเข้าแค่นั้น

ถัดมาเวลา 11.53 น. นายณัฏฐดงษ์ ชาติดงษ์ หรือฟรอยด์ ศิลปินผู้แสดงชายหนุ่ม ให้สัมภาษณ์ทางโทรคำศัพท์ว่า ส่วนตัวรู้จักกับเพศชายที่เป็นรุ่นพี่ของน้องที่ฝึกหัดงาน โดยวันที่เกิดเหตุ ตนได้มากินข้าวที่ห้องอาหารที่นี้อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมิได้นัดหมายกับคนใดกันแน่ก่อนที่จะบังเอิญมาพบกับนิสิตสาวที่ร้านค้าเป็นครั้งแรก เมื่อมาถึงก็ได้สั่งอาหารทานกันธรรมดา แล้วข้างหญิงก็กล่าวว่าหนาว แล้วก็สั่นเทิ้ม ลีลาเสมือนจะเป็นลมเป็นแล้ง ตนก็เลยบอกให้บุคลากรดับเครื่องปรับอากาศ แล้วก็ข้างหญิงก็กล่าวว่าพาไปส่งโรงหมอให้หน่อย ตนก็ถามคำถามว่ากินน้ำหวานมั้ย เนื่องจากว่ารู้เรื่องว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเบลออากาศมาจากภายนอก ก่อนที่จะตนกับนิสิตชาย ก็เลยออกมาดูดบุหรี่รวมทั้งทำธุระภายนอกร้านค้าราวๆ 15 นาที

ศิลปินดาราหนังชายหนุ่ม กล่าวต่อว่าต่อขาน เมื่อกลับเข้าไป น้องเพศหญิงก็ขอร้องจากโต๊ะอื่น ซึ่งทุกคนในร้านค้ามองเห็นกันหมด เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ได้ รุ่นน้องข้างชาย ก็เลยเรียกรถยนต์เอ็งร็บพาไปส่งโรงหมอพร้อมออกไปกับข้างหญิง เวลาที่ตนก็นั่งอยู่ที่ร้านค้าพร้อมอธิบายบิดาของข้างหญิงแล้ว ส่วนข้างชายที่พาไปส่ง ก็โทรศัพท์รายงานบิดาเขาตลอดทาง แม้กระนั้นที่พูดว่าปักหมุดที่อื่นๆไม่ใช่โรงหมอนั้น ตนไม่เคยรู้

ฟรอยด์ ณัฏฐดงษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ว่าตนยื่นเยลลี่ไปให้นิสิตสาวทานนั้น ตนรับรองว่าเยลลี่ดังที่กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่ของตนเอง และไม่ได้บังคับให้ทานอะไรทั้งหมด ซึ่งของหวานต่างๆมีหลายแบบ ตนจำไม่ได้ ก็ได้สั่งมาจากในร้านค้า แต่ว่าบางสิ่งตนก็ท่องเที่ยวเมืองนอกรวมทั้งเอามาแบ่งด้วย อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ก็ยังมิได้รับการติดต่อจากตำรวจให้ไปพบหรือให้คำให้การอะไร จากนี้ถ้าเกิดได้รับผลพวงที่ได้รับว่างว่าจ้างไว้จากข่าวสารที่ออกไป ก็จะฟ้องศาลโดยชอบด้วยกฎหมายถัดไป

ดังนี้ สืบไปจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์เนื้อความแชร์เตือนภัยให้กับเพศหญิง โดยบอกว่า เป็นนักศึกษาฝึกงานของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้ทราบจะกับรุ่นพี่ในที่ฝึกหัดงาน ซึ่งเป็นคนนิสัยดี กระทั่งวันที่ 12 เดือนพฤศจิกายน ก่อนหน้าที่ผ่านมา รุ่นพี่เชิญไปรับประทานอาหาร โดยที่ห้ามบอกผู้ใดกัน ด้วยความไว้วางใจ และไม่ได้คิดอะไร ก็เลยไปด้วย ซึ่งเป็นห้องอาหารธรรมดา ที่ไม่ใช่ผับหรือบาร์ ก่อนไปพบศิลปินคนหนึ่ง ซึ่งได้ยื่นเยลลี่ให้รับประทาน กล่าวว่าเป็นเยลลี่จากแคลิฟอร์เนีย ก่อนพูดทีเล่นทีจริงว่ากัญชา ส่วนรุ่นพี่ บีบเจลล้างมือให้ทุกคน แล้วถามคำถามว่า เย็นมั้ย ซึมยัง ก่อนนิสิตสาว จะมีลักษณะมึนหัว โลกหมุน จนถึงเบลอ หัวใจเต้นแรงมากมาย ราวกับจะหลุดออกมาจากร่าง รู้สึกโดนมอมยาแน่นอนเลยโทรหาป๊ะป๋า แต่ว่าถูกห้าม จนกระทั่งจำเป็นต้องขอร้องจากโต๊ะด้านข้างแม้กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดมาช่วย ด้วยเหตุว่าเขามีความคิดเห็นว่ามาพร้อมกับศิลปิน ในช่วงเวลานั้นไม่ไหวแล้ว หัวใจเต้นเร็วแล้วก็แรงมากมาย เสมือนหายใจไม่ทัน ก็เลยขอให้เรียกรถพยาบาล กลับเรียก Grab car มารับ แม้กระนั้นมิได้ปักหมุดไปโรงหมอ แม้กระนั้นไปที่อื่นๆ ตัวเองอดใจบอกให้ผู้ขับเปลี่ยนแปลงจุดหมายปลายทาง แล้วก็โทรคุยกับป๋าตลอดจนถึงโรงหมอ ก็เลยต้องการออกมาเตือนภัยให้ทุกคนรักษาตัว

ตอนที่สหายของผู้ครอบครองเฟซบุ๊กให้ข้อมูลว่า ประเด็นนี้เพิ่งจะกำเนิดไม่นาน ส่วนเพื่อนพ้องพึ่งออกมาจากโรงหมอ ทั้งยังให้ข้อมูลว่าเป็นศิลปินดังคำย่อ ฟาเรนไฮต์ มีคนรู้จักกันมาก ปัจจุบันผู้เสียหายได้เก็บรวบรวมหลักฐานเข้าฟ้องร้องพนักงานที่มีหน้าที่สำหรับสอบสวน สถานีตำรวจลาดกระบัง เอาผิดศิลปินคนมีชื่อเสียงกล่าวแล้ว ในช่วงเวลาที่ชาวเน็ตแห่ตามล่าหา ศิลปิน ฟาเรนไฮต์ เป็นผู้ใดกันแน่ ด้วย.…

สิระ ท้าทาย เสรีพิศุทธ์ เปิดอัดเทปสัมมนา จนกระทั่ง ไม่มีความเห็นชอบให้ใช้ มัธยม129

สิระ ท้าทาย เสรีพิศุทธ์ เปิดอัดเทปสัมมนา กมธนาคารสำนักงานคณะกรรมการป้องและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินัดหมายก่อนหน้านี้ เชื่อมั่นไม่มีความเห็นชอบให้ใช้ มัธยม129 แม้ เสรีพิศุทธ์ ทำผิดจริง แนะ ลาออก ก่อนถูกปลดฟ้าผ่า บอก “บิ๊กตู่” ไม่ต้องพึงพอใจ คำบัญชาเรียก

วันที่ 17 พฤศจิกายน นายสิระ เจนจาค่ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครพรรคพลังประชาชนเมือง พูดถึงในกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธนาคาร) การคุ้มครองและก็ล้ม

ล้างการคดโกงประพฤติผิด สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อและก็หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน

ใช้อิทธิพล รัฐธรรมนูญและก็ พระราชบัญญัติคำบัญชาเรียก ชวน พลเอกประยุทธ์ จันทร์อร่อย นายกฯ มาอธิบายเงื่อนถวายสัตย์ไม่ครบ และไม่มีอำนาจเสนอ กฎหมายงบประมาณว่า พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ มีความประพฤติใช้อิทธิพลเลยขอบเขต ซึ่งไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก ในวันสัมมนา กมธนาคาร ตอนวันที่ 13 พฤศจิกายนก่อนหน้านี้ ลงความเห็นห้องประชุม 6 ต่อ 3 เห็นด้วยที่จะเชิญชวน พลเอกประยุทธ์ มาแจกแจงแถลงความเป็นจริงต่อแผนก กมธนาคารอีกรอบ แต่ว่ามิได้ลงความเห็นเห็นด้วยที่จะใช้อิทธิพลตามมายี่ห้อ 129 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 ประกอบมาตรา 6 ที่พ.ร.บ.คำบัญชาเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรรวมทั้งวุฒิสภา พุทธศักราช2554

“พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ลงชื่อในหนังสือชักชวนโดยไม่ผ่านความเห็นของห้องประชุม นั่นนับได้ว่า คนลงนามจำเป็นต้องรับผิดชอบเรื่องที่กับหนังสือฉบับดังที่กล่าวมาข้างต้น ความประพฤติที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้ผมไม่ไว้วางใจที่จะให้ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ทำหน้าที่เป็นประธาน กมธนาคารชุดนี้อีกแล้ว ผมต้องการให้สังคมมองความประพฤติและก็พฤติกรรมของ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ว่า กำลังใช้หัวโขนประธาน กมธนาคารมาเป็นวัสดุในเรื่องความแค้นส่วนตัวไหม” นายสิระ กล่าว

นายสิระ กล่าวว่ากล่าว ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการในชุดนี้ด้วย ขอฝากไปยัง พลเอกประยุทธ์ ว่า ไม่ต้องพอใจจดหมายเรียกเชิญชวนดังที่กล่าวถึงแล้ว เนื่องจากตนแน่ใจว่าหนังสือเรียกฉบับนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมายแน่ๆ ด้วยเหตุว่าการจะออกหนังสืออะไรก็แล้วแต่ในชั้นกรรมการ จะต้องผ่านความเห็นชอบห้องประชุมกรรมการในทุกเรื่อง ไม่ใช่เอาความนึกคิดของคนที่เป็นประธาน มายัดใส่ว่า กรรมการเสียงข้างมากเห็นด้วย ดังนี้ ตนขอท้าทายให้ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ถ่ายเทปบันทึกการสัมมนาในวันดังกล่าวข้างต้น แล้วก็เอามาเผย เพื่อพิสูจน์ว่ามีการเขมรติเตียนห้องประชุมที่จะใช้อิทธิพลตาม มาตรา 129 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช2560 หรือเปล่า ถ้า พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ปฏิบัติเลยขอบเขต ไม่ตรงกับเทปบันทึกการสัมมนาในวันนั้น ตนขอให้ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ ลาออกจากการเป็นประธานด้วยตัวเอง ก่อนจะถูกความเห็นชอบห้องประชุมปลด

เมื่อนักข่าวถามหากรณีการเสนอปลด พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ นายสิระ บอกว่า ตนแน่ใจว่า เสียงข้างมากในกรรมการอยากได้ให้มีการสลับตัวประธาน ขอให้ติดตามมองในวันพุธที่ 20 เดือนพฤศจิกายนนี้ ตนจะเป็นคนเสนอให้ห้องประชุมไตร่ตรองเรื่องดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น…

คุณลุงวัย 69 วิ่งตามรถบัสไหลชนตู้ยามที่จังหวัดปทุมธานี แล้วช็อกตายคาดโรคกำเริบเสิบสาน

คุณลุงวัย 69

คุณลุงวัย 69 วิ่งตามตาม รถบัส ที่สตาร์ตเครื่องแล้วไหลชนตู้ยาม บ้านเอื้อเฟื้อลาดหลุมแก้ว 2 พังทลาย แล้วกำเนิดหอบและก็ช็อกสลบหน้าตู้ยามก่อนที่จะเสียชีวิต เปิดเผยมีโรคประจำตัว ตำรวจส่งศพไปพิสูจน์หาเงื่อนการเสียชีวิตถัดไป

เมื่อเวลา 06.20 น. วันที่ 16 เดือนพฤศจิกายน 2562 ร้อยตำรวจเอกประสพศิลป พิมพ์มีลาย รอง สว.(ไต่สวน) สภ.คูบางหลวง จังหวัดจังหวัดปทุมธานี รับแจ้งจากราษฎรว่ามีเหตุรถบัสรับส่งคนงานพุ่งเข้าชนตู้ยาม การเคหะแห่งชาติ บ้านเอื้ออารีลาดหลุมแก้ว 2 มัธยม5 ต.คูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดจังหวัดปทุมธานี รวมทั้งมีผู้ขับคาดว่ามีโรคประจำตัวสลบ ข้างหลังรับแจ้งก็เลยเดินทางไปพิจารณาจุดเกิดเหตุพร้อมหมอเวร โรงพยาบาลลาดหลุมแก้ว และก็อาสาสมัครมูลนิธิร่วมรู้บุญคุณคน

ในจุดเกิดเหตุรอบๆตู้ยามหน้าทางเข้าออกของบ้านเอื้ออารีดังกล่าวข้างต้น เจอรถบัสรับส่งบุคลากร ลำดับที่ทะเบียน 30-1474 จังหวัดปทุมธานี ภาวะทางซ้ายชนกับตู้ยาม หน้ารถยนต์กระจกร้าว ข้างรถยนต์มีรอยขูด ส่วนตัวตู้ยามได้รับความเสื่อมโทรมเยอะมากๆ พร้อมด้วยไม้แขนกั้นทางเข้าก็หักพับ ที่ข้างถนนเจอร่างนายสมทรง ทองคำขาวขำ อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 125/21 มัธยม5 ต.คูบางหลวง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดจังหวัดปทุมธานี นอนหงายสลบ ข้าราชการกู้ชีพฯ และก็อาสาสมัครมูลนิธิฯ ก็เลยบากบั่นช่วยเหลือกันทำซีประชาสัมพันธ์ปั๊มหัวใจ แต่ว่าก็ไม่สามารถที่จะยื้อชีวิตไว้ได้รวมทั้งเสียชีวิตในเวลาถัดมา

จากการถามลูกชายผู้เสียชีวิต พูดว่า รถยนต์คันดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วบิดาตนเป็นพนักงานขับรถบัสส่งบุคลากร และก็พักอยู่ในบ้านเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่นี้ โดยจะมาหยุดรถยนต์ไว้ที่ริมทางใกล้ตู้ยามปกติ และก็ช่วงเวลาเช้าของทุกๆวัน จะมาเช็ดถูรถยนต์ก่อนไปรับคนงานทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งเมื่อตอนเวลาเช้ามืดตอนที่รถยนต์หยุดก็มีรถเก๋งของคนภายในหมู่บ้านเดียวกันขับมาชน รวมทั้งทางรับรองก็มาพูดจาและก็สารภาพใช้ให้ หลังจากนั้นเมื่อเช้าบิดาตนได้มาขัดรถยนต์ เพื่อจัดแจงออกไปรับบุคลากร โดยคาดว่าบิดาตนคงจะสตาร์ตรถยนต์ไว้เพื่อไล่ลม โดยตัวบิดายืนอยู่ข้างรถยนต์ แต่ว่าแล้วจู่ๆรถยนต์กำเนิดไหล บิดาตนอุตสาหะจะวิ่งตามเพื่อจะเข้าไปในรถยนต์แม้กระนั้นไม่ทัน ทำให้รถยนต์พุ่งไปชนไม้กันและก็เฉี่ยวชนกับตู้ยามกระทั่งพังทลาย ส่วนบิดาตนคงกำเนิดอาการหอบแล้วก็ช็อกสลบล้มลงหน้าตู้ยาม และก็เสียชีวิตดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนต้นสายปลายเหตุตนไม่เคยรู้ว่าบิดามีโรคประจำตัวไหม

ทางด้านพนักงานที่มีหน้าที่สอบสวน พูดว่า พื้นฐานได้สำรวจในจุดเกิดเหตุ แล้วก็บันทึกภาพไว้เป็นหลักฐาน และตรวจดูจากกล้องวงจรปิดก็พบว่ารถยนต์ไหลมาโดยไร้คนขับ

แล้วก็ตอนนั้นมี รปภ.ตู้ยาม ปริมาณ 2 คนเห็นเรื่องแล้วก็กระโจนวิ่งหนีได้ทัน คาดคะเนว่าผู้ขับสตาร์ตเครื่องไว้ แล้วรถยนต์กำเนิดเข้าเกียร์ทำให้เบาๆไหลพุ่งมาชนดังกล่าวข้างต้น ส่วนผู้ขับบากบั่นจะขึ้นรถเพื่อจะหยุดแต่ว่าด้วยแก่รวมทั้งเดินไม่ค่อยถนัดก็เลยทำให้ไม่สามารถที่จะขึ้นเบรกรถยนต์ได้ทัน ในการเสียชีวิตนั้นคาดว่าตอนที่ดันรถยนต์บางทีอาจจะเมื่อยล้า จนถึงทำให้โรคหัวใจกำเริบเสิบสานและก็เสียชีวิต แม้กระนั้นจำเป็นจะต้องซักถามเมียรวมทั้งผู้ที่มีการเกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนอีกทีว่าคนเสียชีวิตมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจไหม ก่อนมอบศพให้มูลนิธิฯ นำส่ง สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สรรเสริญ เพื่อผ่าพิสูจน์หาต้นเหตุการตายอีกรอบ แล้วก็จะได้มอบศพให้เครือญาติมารับไปบำเพ็ญทานถัดไป.…

คนงานโหดเหี้ยม ตีหัวเครือญาติดับ ฝังหมกกึ่งกลางป่า เหตุเมาสุรา เจอตายพอง 5 วัน

คนงานโหดเหี้ยม ตีหัวเครือญาติดับ ฝังหมกกึ่งกลางป่า เหตุ เมาสุรา เจอตายพอง 5 วันชายหนุ่มใหญ่ 47 รับจ้างถางหญ้า ก๊งสุรากับพี่น้องในป่า กำเนิดเมาทะเลาะกัน คว้าไม้ตีดับ ผู้ว่าจ้างสงสัย โทรแจ้งตำรวจ เจอถูกฝังพองกึ่งกลางสวนยาง 5 วัน

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 พฤศจิกายน62 ร้อยตำรวจเอกจรัญ ประพรมทอง พนักงานที่ทำหน้าที่ด้านการสอบสวน สภ.ยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ได้รับแจ้งจาก

นายปิยะ สังข์สวย อายุ 36 ปี ว่า ตนว่าจ้างคนงาน 2 คน มาถางหญ้าในสวนยางพารา พื้นที่กลุ่ม 4 ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยมี 1 คน ล่องหนไปยาวนานหลายวันแล้ว

คาดว่าจะถูกฆ่าตายเสียชีวิต เพราะเหตุว่าเจอรถมอเตอร์ไซค์แต่ว่าไม่เจอตัวผู้ครอบครอง ก็เลยรุดไปตรวจดู พร้อม พันตำรวจโทต่อพันธ์ ปุสันเทียะ สารวัตรใหญ่สภ.ยะรม ผู้พิทักษ์

สันติราษฎร์ชุดสืบสาว และก็นำตัว นายจ่าย แซ่หลี อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นคนงานอีกคนมาสอบปากคำ กระทั่งรู้ว่าถูก นายจ่าย ฆ่าทิ้งแล้วนำศพไปฝั่งเมื่อ 5 วันก่อน

ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก็เลยนำตัว นายจ่าย ไปชี้จุดที่ลงมือฆ่าแล้วก็ฝั่งศพ พร้อมด้วยผสานหมอโรงหมอเบตง ช่วยเหลือสว่างเบตงธรรมสถานที่ ร่วมเข้าวิเคราะห์ ข้าราชการจำเป็น

ต้องเดินเท้าเข้าไปเป็นระยะทางถึง 5 กม. ก็เลยถึงจุดที่ฝั่งศพ ซึ่งเป็นป่าอยู่ข้างในสวนยาง ภาวะศพขึ้นพองส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วรอบๆ จากการวิเคราะห์เจอคนเสียชีวิตชื่อ

นายล่อชี่ แซ่หลี อายุ 40 ปี คนจีนฮ่อ มีรอยแผลถูกตีด้วยของแข็งที่หัว ข้าราชการก็เลยนำศพไปตรวจพิสูจน์อย่างประณีตที่โรงหมอเบตง ก่อนจะให้เครือญาติมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาถัดไป

จากการสอบปากคำ นายจ่าย ให้การยอมรับสารภาพว่า ตนเป็นพี่น้องกับคนเสียชีวิต ได้มารับจ้างถางหญ้าในพื้นที่เบตง วันที่เกิดเหตุวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายนก่อนหน้านี้ ตนได้นั่งกินเหล้ากับนายล่อชี่จนถึงเมาหัวราน้ำ แล้วกำเนิดทะเลาะกันขึ้น นายล่อชี่จะใช้ไม้ตีตน ตนก็เลยใช้ขวดสุราและก็ไม้หน้าสามตีไปที่หัวนายล่อชี่ แลรู้เรื่องว่านายล่อซี่สลบไป ก็เลยขี่มอเตอร์ไซค์ออกมาท่องเที่ยวในตลาดเทศบาลเมืองเบตง พอเพียงรุ่งอรุณก็กลับจะเข้าไปทำงานต่อ พบว่านายล่อซี่เสียชีวิตแล้ว ก็เลยได้ลากศพไปฝั่งไว้ภายในป่า ห่างจากขนำที่นั่งดื่มเหล้าราวๆ 500 เมตร ส่วนต้นสายปลายเหตุที่ตนไม่หนีไปไหน ด้วยเหตุว่ามีความคิดว่าอยู่ในป่าลึกขนาดนี้อาจจะไม่มีผู้ใดมาพบ และไม่รู้สึกว่าเจ้านายจะสงสัยจนกระทั่งแจ้งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

ด้าน นายปิยะ ผู้ครอบครองสวน เล่าว่า ได้จ้างจีนฮ่อ 2 คนมีชื่อเสียงกล่าว มาถางหญ้าในสวนยาง ซึ่งมีอยู่โดยประมาณ 20 กว่าไร่ ในราคา 25,000 บาท เมื่อวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายนก่อนหน้านี้ แล้วอยู่ๆนายล่อชี่ก็หายไป ตนก็เลยสงสัยและก็ได้ถาม นายจ่าย ก็ได้รับคำตอบว่า นายล่อชี่ ตายแล้ว ซึ่งช่วงแรกตนก็ไม่เชื่อคาดว่าเป็นการพูดหยอกเล่น จนถึงมองไม่เห็นนายล่อชี่นับเป็นเวลาหลายวัน แต่ว่ายังมองเห็นรถเครื่องของคนเสียชีวิตหยุดอยู่ ก็เลยได้ไปแจ้งตำรวจให้มาตรวจดู จนกระทั่งรู้เหตุดังที่กล่าวถึงมาแล้ว…

ฝนตกถนนลื่น รถตู้ส่งคนต่างด้าวคว่ำที่แม่ใส่ หวุดหวิดตามทั้งหมด ร้ายแรง 4 เจ็บนิดหน่อย 5

ฝนตกถนนลื่น ทำ รถตู้ ขึ้นรถส่งต่างชาติบนถนนหนทางสายแม่ใส่-ตาก ปริมาณ 15 ราย คว่ำ หวุดหวิดตามทั้งหมดบาดเจ็บหนักมาก 4 เจ็บนิดหน่อยอีก 5 นำส่งโรงหมอแม่ใส่

เมื่อเวลา 06.30 น. ร้อยตำรวจเอกเพลิดเพลิน อินทชนชั้น รอง สว.(สืบสวน) สภ.พะวอ อำเภอแม่ใส่ รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถตู้ขึ้นรถใช้งานราชการแหกโค้งคว่ำ มีคนได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเหตุกำเนิดบนถนนหนทางสายแม่ใส่-ตาก ตอนเนินหลักกิโลเมตรที่ 47 โค้งตัวเอส บ้านห้วยยะอุ ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่ใส่ จังหวัดตาก ข้างหลังรับแจ้งหน่วยกู้ชีพจากหลายหน่วยงานในอำเภอแม่ใส่ได้รวมกำลังรถพยาบาลรีบเดินทางไปช่วยเหลือ

จุดเกิดเหตุเป็นทางเทือกเขาเลี้ยวไปเลี้ยวมาเป็นโค้งตัวเอส โดยที่วิถีทางโค้งเจอรถยนต์ตู้โตโยต้าไม่ประจำทางสีขาว ลำดับที่ทะเบียน 14-7936 กรุงเทพมหานคร ข้างหน้ารถติดป้ายใช้ในราชการ กองตรวจคนเข้าเมือง ภาวะรถยนต์หยุดกลับเอียงอยู่กึ่งกลางถนนหนทางข้างๆรถยนต์ยับเยิน มีนายทวีศักดา พิกุลแก้ว อายุ 25 ปี เป็นผู้ขับได้รับบาดเจ็บหัวแตก ส่วนข้างในรถตู้เจอแรงงานต่างชาติเชื้อชาติภรรยานมา ปริมาณ 15 คน กระเด็นนอนกองรวมกันอยู่ข้างในรถยนต์หน่วยกู้ชีพรวมทั้งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จำต้องรีบเข้าไปช่วยเหลือนำเพศผู้ขึ้นรถทั้งหมดทั้งปวงออกมาจากตัวรถยนต์แล้วรีบกระทำการรักษาเบื้องต้นกึ่งกลางถนนหนทาง

พื้นฐานเจอคนบาดเจ็บร้ายแรงรวม 4 ราย เจ็บนิดหน่อย 5 ราย ถูกช่วยเหลือขึ้นรถพยาบาลส่งตัวไปห้องรีบด่วนโรงหมอแม่ใส่อย่างเร่งด่วน ทุกคนไม่เป็นอันตรายแม้กระนั้นอยู่ในอาการเสียขวัญ ข้าราชการนำตัวไปพักในที่ปลอดภัยเพื่อรอคอยการส่งตัวไปด่านเขตแดนถาวรแม่ใส่

นายอ่องจ่อ อายุ 25 ปี ชาวภรรยานมา ให้การกับข้าราชการพื้นฐานว่า รถตู้คันเกิดเหตุมาจากจังหวัดสมุทรปราการเพื่อจะนำผู้โดยสารทั้งหมดทั้งปวง โดยเป็นแรงงานต่างชาติเชื้อชาติภรรยานมาคอยขับไล่ มาส่งผลักดันกลับประเทศที่ด่านอณาเขตถาวรแม่ใส่ แต่ว่าเพียงพอขับขี่รถมาถึงทางถนนหนทางสายแม่ใส่-ตาก ได้กำเนิดอาการปรวนแปรอย่างมาก มีอีกทั้งฝนตกแล้วก็มีหมอกแน่นหนา จนกระทั่งรถยนต์ขับมาถึงทางโค้งรถตู้ได้เสียการควบคุมลื่นรอยเปื้อนน้ำฝนบนถนนหนทางจนกระทั่งรถยนต์คว่ำไปไกลหลายเมตร กระทั่งมีผลทำให้มีคนบาดเจ็บหลายรายแต่ว่าโชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิต.

 

ขอบคุณแหล่งที่มา… https://www.thairath.co.th/news/local/north/1703983

สั่งล่า ไอ้อ้วน มหาภัย ฝืนใจเด็กวัย 13 อมนกเขาเป่าจุ๊กกรู๊ นาน 30 นาที

ไอ้อ้วน มหาภัย บีบคอบังคับเด็กผู้ชายวัย 13 ปี หน้า ห้องพัก ให้อมนกเขา เป่าจุ๊กกรู๊ฟิน 30 นาที แม้กระนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ ก็เลยปล่อยเนื้อปล่อยตัวเด็กไป ด้านผู้ครอบครองหอพักวอน เจ้าหน้าที่รีบจับกุมผู้ต้องหารายนี้ให้เร็วที่สุดเพราะเหตุว่านับว่าเป็นบุคคลอันตราย เพราะเหตุว่าหวาดหวั่นจะไปทำกับเด็กรายอื่นอีก

จากกรณีเด็กผู้ชายวัย 13 ปี ขณะขี่จักรยานเล่นอยู่ในซอกซอยหน้าบ้านพัก มีผู้ร้ายเป็นชายรูปร่างอ้วนเตี้ย ผิวสีคล้ำ ใส่เสื้อกันหนาวสีเหลือง เดินเข้ามาบีบคอข่มขู่บังคับเดินไปป่าละเมาะริมทาง เซลเซียสราษฎร ชุมชนหนองเหม็นตุ ข้างหลังวัดวิเวกบุริมทิศชัย ราว 20 เมตร รวมทั้งห่างจากที่พักราว 400 เมตร บีบคอบังคับก่ออาชญากรรมทางเพศ ด้วยการบังคับให้อมนกเขาราว 30 นาที แม้กระนั้นไม่เป็นผลสำเร็จความต้องการ ก่อนปล่อยตัวปล่อยใจเด็กออกมา เหตุกำเนิดตอนเย็นวันที่ 10 พ.ย.ก่อนหน้านี้ จากที่เสนอข่าวสารไปแล้วนั้น

ความก้าวหน้าปัจจุบัน ข้างหลังคุณยายของเด็กผู้ชายผู้ถูกกระทำ ได้เข้าแจ้งเหตุร้องเรียนและก็ให้คำให้การต่อตำรวจสอบสวน สภ.เมืองจังหวัดอุดรธานี ตำรวจไต่สวน นำโดย พันตำรวจโทวงศแขน วันชัย สว.สส.สภ.เมืองจังหวัดอุดรธานี นำกำลังตำรวจไต่สวนลงพื้นที่สอบปากคำหาข่าวสารแล้วก็ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการห้องพัก แมนชั่น ละแวกใกล้เคียงจุดเกิดเหตุแล้วก็ที่พักของผู้เสียหาย เพื่อค้นหาเก็บภาพว่ากล่าวรูปพรรณสัณฐานของผู้ร้ายไว้เป็นหลักฐาน จากกล้องวงจรปิดติดตามล่าตัวฆาตกรมาดำเนินคดีโดยชอบด้วยกฎหมายโดยด่วน จนถึงเจอตัวผู้ร้ายเดินผ่านไปๆมาๆรอบๆ ถนนหนทางหน้าหอมีชื่อแห่งหนึ่งใกล้กับที่พักผู้เสียหาย ก่อนฆาตกรจะเดินไปก่อเหตุข่มขืนกระทำชำเราเด็กผู้ชายวัย 13 ปี โดยการบีบคอบังคับให้อมนกเขาสลับกันราว 30 นาที แต่ว่าไม่เป็นผลสำเร็จความต้องการ

พันตำรวจโทวงศแขน วันชัย สว.สส.สภ.เมืองจังหวัดอุดรธานี กล่าวมาว่า ภายหลังลงพื้นที่สืบสาวหาหลักฐานและก็ผู้เห็นเหตุการณ์โอบล้อมในชุมชน ซึ่งทางตำรวจได้หลักฐานมา

เยอะพอสมควร เช่น รูปภาพจากล้องวงจรปิดที่สื่อมวลชนและก็ตำรวจได้มาจากความร่วมแรงร่วมมือผู้ครอบครองหอหลายที่ รวมถึงจากการสืบสวนประชาชนในพื้นฐาน คาดการณ์ว่า

ผู้ร้ายคงจะไม่ใช่คนภายในชุมชน เนื่องด้วยไม่มีผู้ใดรู้จัก แล้วก็เคยได้เห็นหน้ามาก่อน พร้อมด้วยติดต่อประสานงานตำรวจทุกหน่วยให้เพิ่มกำลังสำหรับการออกตรวจพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฆาตกรก่อเหตุซ้ำ

ขอบคุณแหล่งที่มา… https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/1702653